เดชคัมภีร์ป้าชู ตอน ถ่ายงานแต่งงาน ต้องทำยังไง

การถ่ายรูปงานแต่งงานนั้นหากสามารถทำงานเป็นทีมหลายๆ คน ย่อมได้เปรียบกว่าการที่จะทำงานคนเดียว แต่ก่อนที่จะทำเป็นทีมให้ได้นั้นทุกคนย่อมต้องผ่านการฝึกฝนและต้องทำงานคนเดียว เรียกว่าคนเดียวถ่ายทั้งงานให้ได้ซะก่อน ถึงจะครบเครื่องปัญหาคือ มือใหม่ย่อมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และเมื่อเกิดเหตุการณ์แล้วจะทำอย่างไร แม้กระทั่งมือเก๋าๆ มีประสบการณ์มากมายก็ใช่ว่าจะสามารถรับมือกับความกดดันมหาศาลที่คนทั้งงานมอบหมายให้เรารับผิดชอบได้

การถ่ายภาพงานแต่งงานไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราต้องถ่ายทุกอย่างที่เกิดขึ้นในงานให้ครบในวันๆ เดียว ไม่ว่าจะเป็นคู่บ่าวสาว แขกผู้ใหญ่ ญาติสนิท มิตรสหาย อาหารการกิน บรรยากาศโดยรวม นี่ยังไม่ถึงช่วงพิธีการของงานอีกนะ เหตุการณ์จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พลาดก็มีเรื่อง ย้อนเวลาไปถ่ายใหม่ไม่ได้ งานแบบนี้ไม่เหมาะกับคนที่ขวัญอ่อนโดยเด็ดขาด ใครที่ตื่นเต้นตกใจง่ายแรกๆ อาจไม่เหมาะหากใจสู้ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ชินไปเอง ส่วนใครที่ชอบความท้าทายตื่นเต้นเร้าใจ เส้นทางสายนี้ขอต้อนรับ มามะ มาร่วมสนุกกับการเก็บความประทับใจไปด้วยกัน

จากนี้ไป ป้าชูขอถ่ายทอดประสบการณ์ การทำงานแบบฉายเดี่ยวในแบบฉบับของป้าชูว่าถ่ายงานพิธีคนเดียวให้ครบเครื่องทำอย่างไร เชิญติดตามได้ตามอัธยาศัยเลยครับ 

 

ปล. อาจไม่ได้อัพเดททุกวันแต่สัปดาห์ละสองวันเป็นอย่างน้อย ทยอยๆ ลงให้อ่านวันละนิดวันละหน่อย อย่าเพิ่งงอนกันนะครับ

 

อุปกรณ์ในการถ่ายภาพ จะถูกจะแพง จะมากจะน้อยใครชอบยี่ห้อไหน ใครชอบกล้องแบบใด เลนส์ช่วงไหน มีแค่ตัวเดียวหรือมากมายแค่ไหนไม่เกี่ยงครับ มีมากก็แบกมาก สามารถใช้งานได้หลากหลายหากมีแค่ตัวเดียวเลนส์ตัวเดียวก็ทำงานได้ครบเช่นกัน สมัยแรกๆ ของการทำงาน ป้าชูใช้กล้องนิคอน d3 คู่กับเลนส์ 50 ม. f1.8 ตัวเดียวก็สามารถรับงานถ่ายภาพทั้งงานได้งดงาม เป็นที่ประทับใจของลูกค้าได้เหมือนกัน ในปัจจุบัน อุปกรณ์คู่ใจที่ใช้งานจริงๆ มีแค่นี้ล่ะครับ เลนส์ปืนใหญ่ถ้ามีโอกาสก็จะเอาไปใช้ด้วย(ย้ำว่าถ้ามีโอกาสนะครับ) 

ตัวแรกเป็น 1DX มักจะใช้คู่กับเลนส์ 70-200 ม. 90% จะใช้ชุดนี้ ส่วนมุมกว้างใช้ 17-40 f4 ส่วน 50ม. f1.8 ใช้เวลาถ่ายงานพิธีใกล้ๆ เช่นช่วงยกน้ำชา ช่วงสวมแหวน ประมาณนี้ครับ ช่างภาพแต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน โปรดอย่าถามว่าเลนส์ตัวไหนเหมาะกับการถ่ายช่วงไหนเด็ดขาด มันไม่มีถูกไม่มีผิด เพราะคนที่รู้ดีที่สุดคือคนถาม ใครชอบมุมแบบไหน ก็เลือกใช้เลนส์แบบนั้น อย่าโลภมากเด็ดขาด ย้ำว่าอย่าโลภมาก ยิ่งเปลี่ยนเลนส์ในช่วงสำคัญบ่อยเท่าไหร่โอกาสที่ภาพสำคัญจะหลุดลอยไปมีมากเท่านั้น แต่ให้ใช้สติ สร้างจินตนาการ ค่อยๆ เก็บภาพไปเรื่อยๆ อย่าเปลี่ยนอุปกรณ์โดยไม่จำเป็น

 

ขึ้นชื่อว่าเลนส์มุมกว้าง ถ่ายยังไงสิ่งที่อยู่ใกล้กรอบสี่เหลี่ยมของภาพก็เบี้ยวอยู่ดี ไม่ว่าจะราคาเท่าไหร่ ถูกหรือแพงแค่ไหน มันจะเบี้ยวมากเบี้ยวน้อย แล้วแต่คุณภาพ แต่จงใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติที่บิดเบี้ยวเลี้ยวโค้งของเลนส์ให้เกิดประโยชน์ให้ได้ เช่น ความบิดเบี้ยวบางครั้งทำให้แขนหรือขาที่มองด้วยตาเปล่าแล้วมีขนาดหนากว่าที่เราหรือเจ้าตัวจะรับได้ ทำให้เบี้ยวเลี้ยวโค้งซักนิดนึง ก็จะได้แขนขาที่เรียวยาวขึ้น โดยไม่ต้องไปออกแรงทำศัลยกรรม 

ปล.ภาพสวยหรือไม่ขึ้นอยู่กับความถนัดและจินตนาการของแต่ละคน จงอย่าเลียนแบบใคร ให้ลองถ่ายไล่บิดโดยขยับกล้องและเลนส์ไปทีละนิดๆ กล่าวคือ มุมนี้ถ่ายแล้วให้ดูภาพ แล้วขยับมุมให้ใกล้เคียงมุมเดิมแค่เปลี่ยนองศากดชัตเตอร์ แล้วดูภาพ เรียกว่าค่อยๆ ขยับปรับองศาไปเรื่อยๆ จากซ้ายมาตรงกลางก่อน เอาภาพมานั่งวิเคราะห์ว่าเราชอบไม่ชอบแบบไหน เมื่อเราทำบ่อยๆ เราจะเริ่มชินและรับรู้โดยธรรมชาติว่าหากขยับองศาแบบไหนแล้วภาพจะออกมายังไง หากใครถ่ายแค่สิบกว่าภาพแล้วมานั่งบ่นว่าไม่เห็นสวย ป้าชูขอแช่งให้ถ่ายรูปไม่สวยตลอดไป จงเปลี่ยนคำบ่น มาเป็นขยันฝึกฝนมากๆ เมื่อนั้น มุมมองที่เป็นของเราเองจะบังเกิด ใครก็เลียนแบบเราไม่ได้ แม้เราอาจจะไม่หล่อแบบ ณเดช แต่เราก็สามารถหล่อแบบ น้าเดชได้เหมือนกันไม่ใช่หรือครับพี่น้อง

 

ทริคการใช้เลนส์มุมกว้างอีกอย่างนึงที่หลายคนมักมองข้ามกัน คือการสร้างกรอบภาพธรรมชาติ เพื่อทำให้เกิดจุดสนใจในภาพได้ในกรณีที่สถานที่ไม่เอื้ออำนวย และที่สำคัญเราแค่วางจุดสำคัญไว้ที่กลางภาพ แล้วด้านข้างก็สร้างกรอบภาพขึ้นมาแค่นี้เราก็ได้ภาพที่แปลกตาเกินกว่าเลนส์ประเภทอื่นอย่างแน่นอนครับ

 

ภาพนี้ป้าชูใช้เลนส์ 14 มม. เก็บภาพบรรยากาศให้ครบครัน แม้สถานที่จะไม่หรูหรานัก แค่มีกรอบจากบนเวทีที่มีอยู่หากดูด้วยตาเปล่าคงไม่รู้จะเอามาเป็นส่วนประกอบในการถ่ายภาพยังไง แต่เลนส์เรากว้างมากๆ ดึงเค้าเข้ามาในเฟรม เพียงแค่นี้ก็สามารถบดบังทัศนียภาพที่เราไม่ต้องการ แล้วทำให้ภาพดูมีอะไรๆ มากกว่าที่เราเห็นด้วยตาเปล่าเยอะเลย จงเลือกอาวุธให้เหมาะกับสถานการณ์แล้วภาพจะออกมาสวยงามดั่งใจครับพี่น้อง

 

คำถามที่มักมีคนถามป้าชูบ่อยมากๆ คือ เลนส์ตระกูล f1.2 ดีกว่าเลนส์ f1.8 มากแค่ไหน แล้วมาใช้ในการถ่ายงานแต่งงานจะสวยกว่าการใช้เลนส์ f1.8 เยอะมั้ย ถ้าให้ตอบแบบตรงๆ ตามประสบการณ์จริง หากให้ป้าชูเลือกเอาไปใช้งานจริงในงานแต่งงาน ระหว่าง 50 ม. f1.2 กับ1.8 ป้าชูขอเลือก f1.8 ไปใช้งานครับ มีเหตุผลง่ายๆ ดังนี้

1. f1.2 หากใช้ให้ถูกที่ถูกเวลาความงดงามของความชัดตื้น คุณภาพเลนส์ที่ยอดเยี่ยม สีสันที่อิ่มตัว ย่อมงามกว่า f1.8 โดยไม่ต้องลังเล แต่มีคำถามต่อไปว่า หากเอาเลนส์สองตัวมาถ่าย ภาพเดียวกัน ภาพย่อมออกมาคล้ายกันมากๆ แล้วลองให้ใครก็ได้ที่ไม่ได้เป็นช่างภาพดู ลองให้แยกดูว่าภาพไหนใช้เลนส์ห้าหมื่น ภาพไหนใช้เลนส์สามพัน เชื่อมั้ยคงมีคนเสียฟอร์มกันมั่ง  งบเยอะเอาไว้ใช้ไม่มีใครว่า หากงบจำกัด เอิ่ม...ลองชั่งน้ำหนักกันดูเองละกันนะครับ

2. น้ำหนักของ f1.2 ที่หนักหน่วงมากจนทำให้บาลานซ์เวลาใช้งานควบคุมได้ยากกว่า f1.8 จริงอยู่ป้าชูถือเลนส์ 300 มม. สบายๆ ทั้งๆ ที่หนักกว่า แต่นั่นเค้าสร้างให้บาลานซ์ดีมากๆ ถือด้วยมือเปล่าได้สบาย ควบคุมง่ายแต่ f1.2 ควบคุมยากกว่าหากต้องใช้งานแบบรวดเร็ว นี่เป็นความเห็นส่วนตัวป้าชู ใครอย่ามาเอาประเด็นนี้ไปดราม่ากันนะครับ f1.2 ป้าชูก็เอาไปใช้งานบ่อยแต่เลือกให้มันเหมาะสมตามที่เราต้องการ แค่นั้นเองครับ

3. อันนี้สำคัญที่สุด แน่ใจนะว่าเวลาถ่ายภาพงานแต่งงาน เราจะใช้ f1.2 หรือ f1.8 ในการทำงานจริงๆ เชื่อว่าสถานการณ์จริงคงเลือกใช้ได้ไม่กี่ช็อต แล้วจะมามัวนั่งเสียเวลา คิดมากกันทำไม ป้าชูนะ แค่พก 50 มม. f1.8 ติดตัวไว้ใช้เผื่อฉุกเฉินเท่านั้น ที่สำคัญ หากต้องใช้จริง ใช้ f4 หรือไม่ก็ f5.6 ซะส่วนใหญ่ ถ้าไม่จำเป็น f1.8 แทบไม่ได้ใช้เลย 

ท้ายนี้อยากฝากไว้ว่า เลนส์อะไรก็มีจุดดีของเค้าอยู่ทุกตัว หากเรารู้ว่าเค้าดียังไง แล้วเลือกใช้เค้าให้ถูกที่ถูกเวลา รีดประสิทธิภาพให้เต็มที่ มีหรือภาพจะออกมาไม่สวย

อัลบั้ม “เดชคัมภีร์ป้าชู” วันนี้เราจะคุยเรื่องเลนส์เทเลในมุมที่หลายๆ คนมักมองข้ามกัน

 

ในความคิดของป้าชูเริ่มตั้งแต่ 85 มม.ไปเรื่อยจนจะกี่ร้อยมม.ก็ได้ครับ แต่ที่ยอดฮิตผู้คนนิยมใช้งานกันเป็นล่ำเป็นสันก็ 70-200 มม.นี่แหละ ที่ใช้คล่องตัวที่สุด เรามักนิยมใช้เลนส์เทเลจับภาพจากระยะไกลเพื่อเก็บภาพทีเผลอหรือแคนดิตกันซะส่วนมาก และใช้เลนส์ระยะนอร์มอลเก็บภาพงานพิธี โดยเฉพาะในงานแต่งงาน แต่ป้าชูมักใช้เลนส์เทเลเก็บภาพช่วงงานพิธีการ รวมถึงการถ่ายภาพหมู่ด้วยเลนส์เทเลอยู่เป็นประจำจนน้องๆ ที่เห็นป้าชูทำงานมักจะขอเข้ามาดูภาพและมีความถามเสมอๆ ว่า ทำไมพี่ต้องใช้เลนส์เทเลถ่ายช็อตแบบนี้ ทำไมไม่ใช้เลนส์นอร์มอลถ่ายล่ะ มันถ่ายง่ายกว่าเยอะเลยนะ 

 

คำตอบของป้าชูคือ อยากได้ภาพที่แตกต่างนอกจากมุมมองต้องต่างแล้ว แค่เลือกใช้เลนส์ที่ต่างออกไป ภาพก็ฉีกอารมณ์แล้วครับ 

แค่อยากตอกย้ำว่า อย่าขีดกรอบความคิดว่าเลนส์ตัวนี้ต้องใช้แบบโน้นแบบนี้เท่านั้น ลองใช้เลนส์แต่ละตัวที่มีอยู่ในแบบที่เราไม่เคยใช้ดูบ้าง แล้วน้องๆ จะรู้ว่า สวรรค์ของการถ่ายรูปบางครั้งเราไม่ต้องขวนขวายหาเลนส์ที่มากมาย เราก็สร้างสรรค์ภาพได้หลากหลายมากกว่าที่เราคาดคิดเยอะเลย อ๊ะ อ๊ะ ไม่ต้องคิดจะเถียงกันเลยนะ รีบหยิบเลนส์ที่มี แล้วไปถ่ายรูปกันดีกว่า ภาพที่สวยที่สุดในชีวิต กำลังรอทุกคนอยู่ หยิบกล้องแล้วออกไปล่าภาพกันครับ

เลนส์ระยะนอร์มอลเป็นเลนส์ที่ทุกคนต้องมีไว้ครอบครอง หรือไม่ ?

หากตอบแบบป้าชู คงมีขัดใจคนอ่านกันหมดแน่ๆ เอาเป็นว่า มีงบอยู่ในมือ ไม่เดือดร้อน มีใช้ครอบครองและใช้งานได้ตามประสิทธิภาพและความถนัด จัดเลยครับ แต่ละคนมีความถนัดอาวุธไม่เท่าเทียมกัน ช่างภาพส่วนใหญ่จะถนัดเลนส์นอร์มอลกันซะส่วนใหญ่เนื่องจาก มันครอบคลุมระยะกว้างที่กำลังดี ภาพมีความบิดเบี้ยวไม่มากนัก ในขณะที่ภาพแคบๆ ที่เราซูมไปใกล้ๆ ก็ยังทำได้ดีถึงขั้นดีมากๆ ไม่ต้องถอยไกลเหมือนเลนส์เทเล ก็ได้ภาพที่งดงามไม่แพ้กัน สามารถใช้งานได้ดีเมื่ออยู่ในสถานที่คับแคบ เรียกว่าเป็นอาวุธที่น่ากลัวในสถานที่ ที่วางตัวลำบากขยับไปไหนแทบไม่ได้ เลนส์นอร์มอลมักจะถูกเลือกนำมาใช้เป็นอันดับต้นๆ เสมอ งานพิธีในงานแต่งงาน ช่างภาพที่มีกล้องตัวเดียวใช้เลนส์นอร์มอลตัวเดียวก็หากินได้แล้วนะครับ ได้ตั้งแต่ภาพกว้างยันโคลสอัพเห็นสิวหัวจมูกได้เลย เห็นมั้ยประโยชน์นั้นมีมาก ใช้ให้ถูกที่ถูกเวลาเท่านั้นเอง 

หลายคนก็ชอบถามอีกว่าแล้วมันมีระยะตั้งแต่ 24 มม.จนถึง70 มม. ระยะไหนควรใช้อะไรยังไงดี ตอบแบบกำปั้นทุบดินเลยครับ ให้ถ่ายตั้งแต่กว้างยันแคบเลยครับ ทำยังงี้ไง

ในเหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่ ให้กดชัตเตอร์ 3 รูปแบบดังนี้

1. ถ่ายภาพเจาะโคลสอัพซะก่อน เพื่อจะได้ช็อตอารมณ์ ใช้ระยะ 70 มม.

2. หมุนระยะเลนส์มาที่ 40-50 มม. รีบหมุนเร็วๆ มันหยุดตรงไหนก็ใช้อันนั้นแหละ ถ่ายที่มุมเดิม ช็อตเหมือนเดิมแค่เปลี่ยนระยะเท่านั้น

3. บิดเลนส์มาที่ 24 มม. เป็นอันสุดท้าย ใช่แล้วครับมุมเดิม เหตุการณ์เดิม ทำให้เป็นนิสัยซะ หลังจากได้ 3 แบบแล้วต่อไป จินตนาการของใครจะชอบระยะไหนเป็นพิเศษก็ทำตามใจเลยทีนี้

 

ทำไมป้าชูต้องให้ถ่าย ถึงสามแบบ สามระยะ เลือกไปตามถนัดได้มั้ย คำตอบคือได้ แต่นี่เป็นแบบป้าชู จะทำแบบนี้เพื่อให้เรารู้ว่าภาพจะออกมาเป็นยังไง แล้วเราได้ภาพครบทุกระยะจริงๆ หากเราทำเป็นนิสัยแล้วใครจะมาตำหนิว่าเราทำงานไม่ครบถ้วนคงไม่ได้ที่เหลือก็แค่เพิ่มความงดงามในภาพให้มากขึ้นเท่านั้นก็พอแล้วครับ